“คุณเคยได้ขึ้นเงินเดือนน้อยที่สุดกี่เปอร์เซ็นต์? เล่ามาโลดดด”

ปีที่ 5 ของการทำงาน กับการขึ้นเงินเดือนที่น้อยที่สุดในชีวิต

ปีนี้เป็นอีกปีที่พิสูจน์ว่า “ความพยายามไม่ได้การันตีผลตอบแทนที่งดงามเสมอไป”

ในภาวะเศรษฐกิจที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก บริษัทต้องปรับตัว… และเราก็ต้องยอมรับ

ระบบการประเมินผลงาน (Performance) คือสิ่งที่ถูกใช้เป็นเกณฑ์ในการขึ้นเงินเดือน

ผลออกมาคือ…

• พนักงานที่ได้ ⭐️⭐️⭐️⭐️ดาว ขึ้นเงินเดือน 2%

• พนักงานที่ได้ ⭐️⭐️⭐️ดาว ขึ้นเงินเดือน 1.5%

• พนักงานที่ได้ ⭐️⭐️ ดาว ขึ้นเงินเดือน 1%

และฉัน… ได้ 4 ดาว

เต็มที่แล้ว ได้มากที่สุดที่ระบบให้ได้

แต่นั่นคือ 2% — ตัวเลขที่สะท้อนความรู้สึกหลากหลายมาก ดีใจที่ยังได้ ตอนแรกไม่หวัง คิดว่าไม่ได้เลย เพราะช่วงที่ผ่านมาบริษัทเอาคนออกประมาณ30คน และได้ยินแววว่าจะมีรอบ2

2% แม้จะน้อย แต่ก็ยังเป็นโอกาสให้เราได้ทบทวน

ทำไมเรายังอยู่? เพื่ออะไร? และเราจะไปต่อแบบไหน?อาชีพที่สองทำอะไรดี?

ขอบคุณตัวเองที่ยังไม่ยอมแพ้

ขอบคุณประสบการณ์ที่ทำให้เติบโต

และขอบคุณ 2% ที่ทำให้มองโลกความจริงอย่างชัดเจนขึ้น

เลยอยากถามเพื่อนๆ ที่ทำงานพนักงานออฟฟิศหรือองค์กรอื่นๆ ว่า…

“ปีนี้เป็นยังไงกันบ้าง? ได้ขึ้นเงินเดือนกันเท่าไหร่?”

แชร์กันหน่อย เผื่อจะรู้สึกว่า…ไม่ได้เหนื่อยคนเดียว

#ขึ้นเงินเดือน #มนุษย์เงินเดือน #เงินเดือนพนักงาน #ชีวิตมนุษย์เงินเดือน #เงินเดือนออกแล้ว

2025/5/2 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมหลายคนอาจเคยเจอสถานการณ์คล้ายเรา: ทำงานหนักทั้งปี ผลประเมินดี แต่ขึ้นเงินเดือนนิดเดียว พอเงินเข้าแล้วกลับรู้สึก “ทำไมยังไม่พอใช้?” หนึ่งในตัวการที่เจอบ่อยมากคือ lifestyle inflation Lifestyle inflation คือ “รายจ่ายที่โตตามรายได้” แบบค่อยเป็นค่อยไป จนเราไม่รู้สึกว่ากำลังใช้มากขึ้น เช่น เมื่อเงินเดือนเพิ่ม (แม้แค่ 2%) เราเผลออัปเกรดชีวิตเล็กๆ น้อยๆ ให้รางวัลตัวเองบ่อยขึ้น สั่งเดลิเวอรีถี่ขึ้น เปลี่ยนคาเฟ่จากแก้วละ 60 เป็น 150 ซื้อสกินแคร์/เสื้อผ้าที่แพงขึ้น หรือสมัครสตรีมมิงเพิ่มอีก 1-2 เจ้า สิ่งเหล่านี้ดูไม่เยอะทีละรายการ แต่รวมกันแล้วทำให้เงินที่ “เพิ่ม” ถูกกลืนหายไป สัญญาณว่าเราเริ่มมี lifestyle inflation (ลองเช็กแบบตรงๆ) 1) เงินเดือนขึ้น แต่เงินเก็บเท่าเดิมหรือหายไป 2) ค่าใช้จ่าย “หมวดเล็กๆ” เช่น กาแฟ เดินทาง เดลิเวอรี เพิ่มโดยไม่รู้ตัว 3) เริ่มใช้คำว่า “ของมันต้องมี” กับเรื่องที่เมื่อก่อนอยู่ได้โดยไม่ต้องมี 4) รูดบัตร/ผ่อน 0% มากขึ้น เพราะรู้สึกว่ารับไหว วิธีที่เราใช้รับมือ (เหมาะมากในปีที่ขึ้นเงินเดือนน้อย) - แยก “เงินเพิ่ม” ออกจากเงินใช้ก่อน: ถ้าเงินเดือนขึ้นมา X บาท ให้โอนไปออม/ลงทุนทันที 50–100% ของ X เพื่อกันไม่ให้พฤติกรรมใช้จ่ายขยายตาม - ทำงบแบบง่าย 3 บัญชี: ใช้จ่ายประจำ / เงินออม-ฉุกเฉิน / กองทุนความสุข (ตั้งเพดานไว้ จะได้ไม่รู้สึกอด) - เช็ก 3 รายการที่รั่วที่สุด: สำหรับเราเป็น “เดลิเวอรี-กาแฟ-ช้อปออนไลน์” แค่ตั้งกติกา เช่น เดลิเวอรีได้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง กาแฟแพงได้เฉพาะวันประชุมหนักๆ ก็ช่วยได้จริง - “ซูมสลิปเงินเดือน 300%” แล้วซูมสลิปค่าใช้จ่ายด้วย: ทำตารางรายจ่าย 1 เดือนแบบไม่ต้องสวย แค่รู้ตัวเลขจริง แล้วจะเห็นเลยว่า 2% หายไปตรงไหน สุดท้าย ต่อให้ขึ้นเงินเดือนน้อย มันยังเป็นจังหวะดีในการรีเซ็ตการเงิน และคิดเรื่องรายได้เสริม/อาชีพที่สองแบบจริงจัง เพราะถ้าปล่อยให้ lifestyle inflation โตไปเรื่อยๆ ต่อให้ขึ้น 5–10% ก็ยังรู้สึกไม่พอได้เหมือนกัน

1 ความคิดเห็น

รูปภาพของ varinty
varinty

ประมาณ 5%ค่ะ