Moonrise Towers กับดินแดนที่ถูกเปลี่ยนไปด้วย Shadow Curse

❤️ สวัสดีค่าาา วันนี้เราจะมาเล่าประวัติความเป้นมาของ Moonrise Towers กันนะคะ โดย Moonrise Towers เป็นสถานที่หลักอีกสถานที่ของเกม Baldur’s Gate 3 เลยทีเดียว ซึ่งเป็นทางหลักเพื่อไปยัง Baldur’s Gate แต่เมื่อผู้เล่นได้เข้าไปที่สถานที่นี่ครั้งแรก จะพบว่าสถานที่เต็มไปด้วยความมืดที่น่ากลัว และลึกลับ แต่ทำไมถึงเป็นแบบนี้ได้นั้น เราจะเล่าจุดเริ่มต้นให้ค่ะ ❤️

ในช่วงศตวรรษที่ 14 ภูมิภาคตะวันตกของ Heartlands เป็นที่รู้จักกันในฐานะที่พักพิงของผู้ติดตามที่ภักดีของ Selûne หนึ่งในผู้ภักดีอย่างตระกูล Throm ก็ได้ย้ายมาพักถิ่นฐานที่นี่เช่นกัน และมีความคิดที่จะเริ่มสร้าง Moonrise Towers หอคอยสำหรับเป็นที่ตั้งศูนย์บัญชาการใหญ่ มีอารามสำหรับสักการะบูชาเทพของพวกเขาอยู่ใกล้ๆกัน และโรงพยาบาล House Healing ด้วยเช่นกัน โดยทั้งหมดถูกสร้างขึ้นด้วยสถาปนิกของตระกูล Throm ไม่นานนักเมื่อการสร้างเสร็จสิ้น Ketheric ชายหนุ่มจากตระกูล Throm ได้ขึ้นเป็นผู้ปกครองคอยดูแลหอคอยนี้ ร่วมกับภรรยาของเขา Melodia และลูกสาวของเขา Isobel

แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไป Melodia และ Isobel ได้เสียชีวิตลง เหลือเพียง Ketheric ทำให้เขา เสียใจเป็นอย่างมาก เขาไม่สามารถทนความเจ็บปวดเหล่านี้ได้เลยเป็นช่วงเวลาที่เขาได้คิดถึงเทพีแห่งการลืมเลือนอย่าง Shar ขึ้นมา และหันไปศรัทธานางแทนเทพีแสงจันทร์ เขาเริ่มรวบรวมกองทัพ Dark Justiciars (ผู้พิทักษ์แห่งความมืด) และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้นำเพื่อบุกรุบพื้นที่โดยรอบทั้งหมดตามคำบรรชาของ Shar

Ketheric ได้นำกองทัพรุกรานไปยังพื้นที่โดยรอบเพื่อทำการยึดครองพื้นที่ จนไปถึงสถานที่ Grymforge ที่นั่นมีกองกำลังอย่าง Harpers และ Druid (ดรูอิด) จาก Emerald Grove ที่ซึ่งเป็นพันธมิตรกันได้ร่วมกันต่อกรกับกองทัพ Dark Justiciars โดยได้รับความช่วยเหลือจาก Yurgir จนสามารถเอาชนะได้ และจับคุมตัว Ketheric ได้ในที่สุด

Ketheric ได้ถูกนำตัวเพื่อไปดำเนินคดีตัดสินโทษ แต่ในระหว่างที่กำลังตัดสินคดีนั้น Ketheric ได้ทำการปลดปล่อย Shadow Curse (คำสาปเงามืด) ออกมาจากตัวเขา พลังคำสาปนั่นรุนแรงมาก มันขยายพื้นที่ไปเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงบนพื้นที่ของ Heartlands คำสาปเริ่มกัดกินเหล่าผู้คนที่ได้สัมผัสมัน ยกเว้นผู้ที่ศรัทธาใน Shar จะได้รับการปกป้องจากคำสาปนี้ ผู้ที่โดนคำสาปนี้ไปจะถูกล่อลวงจากความมืด และโดนเข้าครอบงำไปในที่สุด

เพียงไม่กี่วินาทีจากการปลดปล่อยพื้นที่ทั้งหมดก็ถูกปกคลุมไปด้วย Shadow Curse โดยสมบูรณ์ ไม่มีแสงใดสามารถส่องเช้ามาได้ ไม่มีชีวิตใดที่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ Ketheric จึงได้ขึ้นเป็นผู้ปกครองสูงสุดของดินแดนแห่งนี้ต่อไป ถึงในเวลาต่อมาจะมีผู้รับรู้ได้ว่าสามารถป้องกันได้ด้วยพลังแห่งแสง แต่ ใครกันที่จะสามารถมีชีวิตอยู่ได้ภายใต้พื้นที่คำสาปแห่งนี้? หรือที่เรียกกันว่า The Shadowcursed Lands...

ในเวลาต่อมาช่วงศตวรรษที่ 15 Myrkul เทพแห่งความตายรับรู้ถึงความปรารถนาในใจลึกๆของ Ketheric เขาได้ปรากฏตัวขึ้นต่อหน้า และยื่นข้อเสนอที่ทำให้ Ketheric ไม่สามารถปฏิเสธได้ขึ้นมา นั่นคือ การฟื้นคืนชีพบุคคลที่เขารักให้ เพียงแต่ สิ่งที่ต้องแลก นั่นคือ Ketheric ต้องกลายเป็น Myrkul's chosen หรือก็คือ ต้องมอบทั้งใจ ร่างกาย และจิตวิญญาณให้กับ Myrkul แต่เพียงผู้เดียว หันมาศรัทธา Myrkul แต่เพียงผู้เดียว

Ketheric ไม่สามารถปฏิเสธข้อเสนอนี้ได้เลย เขายอมรับเงื่อนไขทั้งหมด โดยผู้ที่เขาต้องการให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมานั่นคือ “Isobel” นั่นเอง แล้วเปลี่ยน Moonrise Towers อีกครั้งให้กลายเป็น สำนักลัทธิของ Myrkul และเขาเป็นหนึ่งในผู้นำระดับสูงของเหล่า Dead Three ที่นำโดน The Elder Brain เพื่อยึดครองดินแดนแห่ง Forgotten Realms

ทันทีที่ Isobel ที่ฟื้นขึ้นมาได้เห็นสภาพเมืองโดยรอบ และได้รับรู้ความจริงทั้งหมด เธอรับไม่ได้ และหนีออกจาก Moonrise Towers ไปตั้งพื้นที่ใหม่และสร้าง Last Light Inn ขึ้น ด้วยพลังแห่งแสงจันทร์จาก Selûne เพื่อเป็นที่อพยพสำหรับผู้ต้องการความช่วยเหลือจาก Shadow Curse คอยต่อสู้กับความมืด และเก็บงำความลับเรื่องการที่ตนนั้นเป็นลูกสาวของ Ketheric ไว้

“Our darling will live again. What kind of man would I be if I didn't raze the world entire for her sake?

” -Ketheric Throm’s diary 📔

“บุคคที่รักของเราจะกลับมามีชีวิตอีกครั้งแล้ว ข้าจะกลายเป็นคนแบบไหนกันนะหากข้าไม่ให้โลกทั้งใบมืดมนเพื่อเจ้า?” -ไดอารี่ของ Ketheric Throm 📔

#BaldursGate3 #BG3 #BaldursGate3History #ShadowcursedLands #KethericThrom

2025/3/19 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมถ้าคุณกำลังตามหาแนว “เทพเงา/อัปเกรดพลังเงาแบบไม่มีขีดจำกัด” (คีย์เวิร์ดสายต่างมิติ) แล้วบังเอิญมาเจอ Moonrise Towers ใน BG3 บอกเลยว่าโซนนี้ให้ฟีลเดียวกันมาก—จากพื้นที่ที่เคยมี “ต้นไม้ใหญ่เรืองแสง” และอาคารเก่าแก่ พอถูกคำสาปเงามืดกลืนกิน ทุกอย่างกลายเป็น Shadowcursed Lands ที่มืดมิด ต้นไม้บิดเบี้ยว และมีหมอกเขียวอมฟ้าปกคลุมตลอดเวลา เหมือนโลกถูก “อัปเกรดเงา” จนแสงแทบไม่มีที่ยืน ในมุมคนเล่น เราว่าประเด็นที่ทำให้ Moonrise Towers น่ากลัวไม่ใช่แค่ความมืด แต่คือ “กติกา” ของคำสาป: คุณเดินผิดจุด/หลุดแสงป้องกันเมื่อไหร่ จะรู้สึกเหมือนโดนเงาไล่บี้ทันที ความรู้สึกนี้มันคล้ายพล็อตตัวเอกสายเงาในนิยายต่างมิติที่พลังเติบโตได้เรื่อยๆ—แต่ใน Shadowcursed Lands กลับกันคือ เงาเป็นฝ่ายโต และเราต้องหาวิธีอยู่รอดให้ได้ สิ่งที่อ่านแล้วช่วยอินกับเนื้อเรื่องมากขึ้น (และทำให้สำรวจสนุกขึ้น) คือการมอง “ก่อน-หลัง” ของดินแดนนี้ให้ชัด: ก่อนโดนสาปคือพื้นที่ที่ยังมีศรัทธาและความหวัง (กลิ่นอาย Selûne) แต่หลังจาก Ketheric ปลดปล่อย Shadow Curse พื้นที่ทั้งแถบเหมือนถูกรีเซ็ตให้เหลือแต่ความสิ้นหวัง—บ้านเมืองพัง, ธรรมชาติผิดรูป, และบรรยากาศบีบคั้นแบบที่แค่ยืนเฉยๆก็รู้สึกได้ อีกจุดที่คนชอบพลาดคือ Last Light Inn ไม่ได้เป็นแค่ “เซฟโซน” เฉยๆ แต่เป็นสัญลักษณ์ว่าพลังแห่งแสงยังพอจะต้านเงาได้จริง ในเชิงธีมมันเหมือนการต่อสู้ระหว่างการยอมจำนนต่อความมืด กับการรักษาความเป็นมนุษย์ไว้ท่ามกลางคำสาป และพอเรารู้แบ็กกราวด์ของ Isobel กับความเกี่ยวข้องกับ Ketheric การอยู่ที่นี่จะยิ่งมีน้ำหนักทางอารมณ์ขึ้นเยอะ ถ้าอยากอ่าน/เล่นให้ได้อรรถรสแบบ “สายเทพเงา” เราแนะนำให้โฟกัส 3 อย่างเวลาเดินเรื่องในโซนนี้: (1) เก็บบันทึก/ไดอารี่ในพื้นที่เพื่อไล่ระดับความหม่นของ Ketheric (2) สังเกตสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนจากแสงเป็นเงา—ต้นไม้ที่เคยสว่างกลายเป็นซากบิดเบี้ยว และหมอกประหลาดที่เหมือนมีชีวิต (3) เทียบความหมายของ Moonrise Towers ก่อน-หลังคำสาป ว่าจาก “ศูนย์บัญชาการ” กลายเป็น “สัญลักษณ์ของอำนาจในความมืด” ได้ยังไง สำหรับเรา Moonrise Towers คือจุดที่ทำให้เข้าใจโลกของ BG3 ว่าไม่ใช่แค่แฟนตาซีผจญภัย แต่เป็นเรื่องของศรัทธา การสูญเสีย และการเลือกทางเดิน—และ Shadow Curse คือภาพแทนของ “เงาที่ไม่มีขีดจำกัด” ที่แลกมาด้วยการพังทลายของทุกอย่างรอบตัวจริงๆ