เรื่องวุ่นๆของวัยรุ่นซึมเศร้า

สวัสดีเราชื่อมิ้นท์ ใช่แล้วเราคือผู้ป่วยโรคซึมเศร้า 3-4 ปีได้แล้ว ครอบครัวเรามี แม่ และพี่ชาย พ่อเราเสียไปแล้ว ซึ่งแม่เราค่อนข้างดุ บ่นเก่งบ่นได้ทุกเรื่อง ตามประสาทแม่หัวโบราณ ช่างเปรียบเทียบ เราจึงค่อนข้างที่จะกดดันตัวเองจากความคาดหวัง ปกติเราเป็นคนที่ร่าเริง สดใส ยิ้มง่าย อารมณ์ดี แต่ก็เป็นคนคิดเยอะอยู่พอสมควรเลย เราเริ่มเข้าเรียนมหาลัยแล้วมีแฟน เค้าเป็นรุ่นพี่แล้วอยู่บ้านใกล้กันแต่เราไม่เคยรู้จักเค้า เราคบกันจนเรียนจบมหาลัย ใช่แล้วละความรักมันไม่ได้ราบรื่น โดนสังคมรอบข้างจับตามองจะเรียนจบไหมจะท้องไหม ไม่เหมาะสมกันบ้าง พูดเป่าหูแม่เราทุกอย่างซึ่งแม่ก็รับช่วงต่อมาให้เราอีกที ออกไปไหนด้วยกันไม่ถึง 10 นาทีโทรตามเป็นแบบนี้ประจำ ถามว่าแม่เราชอบพี่เค้าไหมก็ตอบเลยว่าไม่ พอเรียนจบเราก็ได้ทำงานที่เดียวกันพรมลิขิตหรือตั้งใจ พอเข้าปีที่ 6 ความรักเริ่มดีขึ้นเราวางแผนจะไปต่อเก็บเงินซิค่ะรออะไร เค้าเริ่มเป็นที่ยอมรับของแม่เรามากขึ้น เราจะก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 อ้าวเปลี่ยนไปเฉยหวงโทรศัพท์ รีบนอน อารมณ์เสียใส่บ่อยๆ ความ ผญ. เราจะรู้เลยว่าต้องมีอะไร ใช่ค่ะเค้ามีอะไรจริงๆมีกับคนอื่นด้วยเลิกซิค่ะ 7 ปีไม่มีความหมายเลย สวยแบบเราไปต่อจะแคร์ทำไม ตัดผมสั้นพยายามสวยขึ้นเพื่อเปลี่ยนตัวเอง ด้วยความทำงานที่เดียวกันไงยังเห็นกันทุกวัน เธอออออฉันยังรักเค้า เหมือนจะเก่งแต่ก็แค่หลอกตัวเองมาทำงานร้องไห้ทุกวันร้องทุกเวลางานการไม่เป็นอันทำ เป็นอยู่ 2-3 เดือน คิดว่าพอทำใจขึ้นมาได้บ้างแต่ก็ยังมีแอบมาร้องไห้กลับจากทำงานมาบ้านก็รีบขึ้นห้องไม่ให้ใครรู้ว่าเลิกกันว่าร้องไห้ จนทุกคนเริ่มสงสัย เพราะเราก็เริ่มออกเที่ยว พอแม่รู้ก็ปลอบในช่วงแรก พอนานๆไปเค้าเริ่มมองว่าเรางมงาย กะอีแค่ ผช. คนเดียว เพื่อนเริ่มชวนไปพบหมอ เห้ย!!!กูไม่ได้บ้ากูแค่อกหักมึง เออ มึงลองไปก่อนแค่ไปปรึกษาจะได้ไม่เครียดเผื่อจะดีขึ้น อ่ะไปก็ไป ซึมเศร้าขั้นรุนแรง ฉันร้องไห้ตั้งแต่ด่านซักประวัติยันพบหมอ ทำไมหมอช่างเข้าใจชีวิตฉัน ได้ยาพร้อมใบนัดเป็นผู้ป่วยไปเรียบร้อย ทุกอย่างเหมือนจะดีขึ้นแต่โรคนี้มันอยู่ที่อารมณ์เหมือนเราเป็นคนเอาแต่ใจคนนึงเลยละ เรามีแฟนใหม่และคนคุยซึ่งก็ไม่ได้จริงจังอะไรกันมันเริ่มจากเราเครียดนี่แหละเลยพูดว่านอนไม่หลับกินยานอนหลับแม่งหมดแผงเลยดีไหม ปลายสายบอกจะพอหรอกินให้หมดไปเลย ความน้อยใจขึ้นสมองทำไมเธอไม่ห้ามฉันกินเลยซิจะรออะไร 42 เม็ด ล้างท้องแบบไม่รู้สึกตัวแต่คนที่เจ็บที่สุดก็คือแม่ เพราะแม่พึ่งรู้ว่าลูกป่วย นอน รพ.ยาวๆไปเป็นอาทิตย์กำลังใจล้นหลาม หลังจากออกจาก รพ. ก็ต้องย้ายมารักษาอาการซึมเศร้าที่ รพ.เฉพาะโรค หลังจากนั้นมันก็ดีขึ้นแหละ ลาออกจากงานเพราะไปต่อไม่ไหว มันทั้งเรื่องแฟน เรื่องเพื่อน และเรื่องงาน มันทำให้ต้องถอยออกมาก่อน แต่มันก็ไม่พ้นมีครั้งที่ 2 และที่ 3 ฉันรู้สึกว่าฉันชอบการนอน รพ. มันไม่ต้องคิดอะไรดีแต่ยอมรับเลยว่าครั้งที่ 2 และที่ 3 เจ็บเพราะยาที่กินเข้าไปเป็นยาแก้แพ้ซึ่งออกฤทธิ์ที่ทำให้ง่วงน้อยกว่ายานอนหลับในรอบแรกมากจึงรู้ถึงความเจ็บปวดแต่กลับชอบมัน ไม่สงสารแม่บ้างหรอ?มันคือคำถามที่อยากตอบแต่ก็ยากที่จะตอบฉันเหมือนคนเห็นแก่ตัวในตอนนั้น ฉันอยากหลับเพื่อจะลืมความรู้สึกเจ็บปวดกับสิ่งที่ต้องคิดในแต่ละวัน ฉันทรมานกับการที่ต้องทนกับอาการนอนไม่หลับ โรคข้างนอกมันโหดร้ายมากทุกคนต่างอยากพูดคุยและตั้งคำถามมากมายกับฉัน ซึ่งฉันไม่อยากจะพูดถึงมัน ฉันอยากอยู่คนเดียวในที่ที่ฉันคิดว่ามันปลอดภัยกับความรู้สึกของฉัน แต่ก็เพราะแม่นี่แหละที่ทำให้ฉันเริ่มตั้งใจรักษาตัวเองให้หาย แม่พยายามเข้าใจฉันในทุกๆเรื่อง รับฟังเหตุและผลมากขึ้น แม่ปรับตัวเพื่อฉันเยอะมากๆ ตามใจฉันแสดงออกว่ารักจากที่ไม่เคยแสดงออกมาเลย จากต้องกินยาวันละ 11 เม็ด ทุกวันนี้ฉันกินยาแค่วันละ 2 เม็ด ฉันกลับมาทำงานได้แล้วถึงแม้อาจจะมีร้องไห้บ้างจากความกดดันในการทำงาน แต่มันก็ดีขึ้นมากๆเลยนะ ไม่มีใครอยากป่วยไม่มีใครอยากร้องไห้ทุกคนล้วนอยากมีความสุขสมหวังในชีวิต อย่ามองผู้ป่วยซึมเศร้าว่าอ่อนแอ ไม่สู้ ไม่เข้มแข็ง เรียกร้องความสนใจเลยนะ การรับมือกับปัญหาของแต่ละคนไม่เหหมือนกัน ภูมิต้านทานของคนก็แตกต่างกัน โรคนี้รักษาหายได้อย่าหยุดยาเองเพราะเราเคยทำมาแล้วอาการจะหนักกว่าเดิม ตรงไหนอยู่แล้วไม่สบายใจก็พาตัวเองออกมา ที่เราป่วยเพียงเพราะเรารักตัวเองไม่มากพอ เราแค่กลับมารักตัวเองให้มากๆ การใช้คำพูดกับผู้ป่วยซึมเศร้าสำคัญมาก รับฟังพอ เป็นเซฟโซที่ดี ไม่ต้องสอนเพราะผู้ป่วยเค้ารู้แต่มันบังคับอารมณ์และจิตใจตัวเองไม่ได้ รู้ว่าฆ่าตัวตายมันบาป รู้ว่าอย่าคิดมากแล้วจะดี เค้าต้องการคนรับฟังที่ดีเท่านั้น ไม่ต้องช่วยเค้าคิด สุดท้ายแต่อาจจะไม่ท้ายสุดความรักคือสิ่งที่สวยงามเสมอ แต่ถ้ารักตัวเองไม่เป็นก็อย่าพึ่งไปรักใคร เคยคิดว่าจะเข็ดกับความรักแต่พอจะเจอรักดีๆตอนวัย30นี่มันก็น่าลองนะแต่แค่ดูดีๆไม่ต้องรีบให้เวลากับตัวเองดู ไม่คาดหวังไม่ผิดหวังอันนี้ก็จริง เทวดาปั้นให้เรามาสวยขนาดนี้จะโสดทำไมละ❤️ขอบคุณที่พยายามอ่านจนจบมี งง บ้างก็ช่างมันเถอะค่ะ

#อกหัก

#ครอบครัวสำคัญสุด

#โรคซึมเศร้า

2023/11/23 แก้ไขเป็น

... อ่านเพิ่มเติมถ้าคุณกำลังสงสัยว่า “เราเป็นซึมเศร้าหรือแค่เครียด/อกหัก” สิ่งที่ช่วยได้มากคือเริ่มจากการเช็กอาการแบบเป็นระบบก่อน เราเคยเป็นคนที่ยังยิ้มไหวแม้จะยิ้มพร้อมน้ำตา ภายนอกดูร่าเริง แต่ข้างในมันพัง และสุดท้ายมันไม่ได้จบที่คำว่า “เดี๋ยวก็หาย” เลยอยากมาเติมข้อมูลเรื่อง “แบบสอบถามโรคซึมเศร้า” กับ “ยาต้านเศร้า” เผื่อช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น 1) แบบสอบถามโรคซึมเศร้า (ใช้เป็นตัวคัดกรอง ไม่ใช่การวินิจฉัย) ที่เจอบ่อยคือแบบ PHQ-9 หรือแบบคัดกรอง 2Q/9Q ของไทย หลัก ๆ จะถามเรื่องอารมณ์เศร้า เบื่อ ไม่สนใจสิ่งที่เคยชอบ การนอน (นอนไม่หลับ/นอนมากไป) ความอยากอาหาร เหนื่อยง่าย รู้สึกผิด/ไร้ค่า สมาธิลดลง เคลื่อนไหวช้าหรือกระสับกระส่าย และ “ความคิดทำร้ายตัวเอง” ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา วิธีใช้ให้ได้ประโยชน์: ทำในวันที่อารมณ์ค่อนข้างปกติ 1 ครั้ง แล้วทำซ้ำอีกครั้งใน 1-2 สัปดาห์ เพื่อดูแนวโน้ม ถ้าคะแนนสูงขึ้นเรื่อย ๆ หรือมีข้อที่เกี่ยวกับการทำร้ายตัวเอง ให้ถือว่าเป็นสัญญาณสำคัญที่ควรไปพบแพทย์/นักจิตวิทยา 2) เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์ทันที - มีความคิดอยากหายไป/ไม่อยากตื่น/อยากทำร้ายตัวเอง - นอนไม่หลับต่อเนื่องจนใช้ชีวิตพัง งานพัง หรือร้องไห้ควบคุมไม่ได้ - กินไม่ลง น้ำหนักลด/เพิ่มมากผิดปกติ หรือใช้แอลกอฮอล์/ยาเพื่อให้หลับ - อาการกระทบความสัมพันธ์และการทำงานชัดเจน ประสบการณ์ส่วนตัวคือ ตอนเราไปพบแพทย์ครั้งแรก แค่ซักประวัติก็ร้องไห้แล้ว แต่การได้ “พูดหมด” โดยไม่โดนตัดสิน มันช่วยมากจริง ๆ 3) ยาต้านเศร้า คืออะไร และควรรู้อะไรบ้าง ยาต้านเศร้าไม่ได้ทำให้เรา “อ่อนแอ” แต่ช่วยปรับสมดุลสารสื่อประสาทให้สมองกลับมาทำงานได้ใกล้ปกติ ยาที่พบบ่อย เช่นกลุ่ม SSRIs/SNRIs (แพทย์จะเลือกตามอาการและโรคร่วม) ช่วงแรกอาจมีผลข้างเคียงอย่างคลื่นไส้ ง่วง/นอนไม่หลับ ใจสั่น เบื่ออาหาร หรือความรู้สึกแปลก ๆ และส่วนใหญ่จะค่อย ๆ ดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ สิ่งที่อยากย้ำจากที่เราเคยพลาด: “อย่าหยุดยาเอง” แม้รู้สึกดีขึ้น เพราะอาจมีอาการกำเริบหรือมีอาการถอนยา ควรให้แพทย์เป็นคนปรับขนาดยาให้เสมอ และถ้ากินแล้วรู้สึกแย่ลงมาก โดยเฉพาะความคิดทำร้ายตัวเอง ให้รีบติดต่อโรงพยาบาลทันที 4) ทำให้การรักษาเห็นผลขึ้น (จากคนเคยนอนไม่หลับและร้องไห้หนัก) - จดบันทึกอารมณ์/การนอนสั้น ๆ ก่อนพบแพทย์ จะช่วยปรับยาแม่นขึ้น - ตั้ง “เซฟโซน” ของตัวเอง: คนที่รับฟังได้จริง ไม่ต้องสอน ไม่ต้องตัดสิน - ลดตัวกระตุ้นช่วงอ่อนไหว เช่น การส่องโซเชียลของคนที่ทำให้เจ็บ - วางแผนดูแลตัวเองแบบเล็ก ๆ: กินข้าวให้ครบ อาบน้ำ ออกไปเดินรับแดด สุดท้าย แบบสอบถามโรคซึมเศร้าเป็นแค่จุดเริ่มต้น ถ้าคุณกำลังยิ้มทั้งน้ำตา เหนื่อยกับการฝืนเข้มแข็ง ลองให้โอกาสตัวเองได้คุยกับผู้เชี่ยวชาญสักครั้งนะ มันไม่ได้น่าอายเลย และมันมีทางที่ “ดีขึ้นจริง” ได้

4 ความคิดเห็น

รูปภาพของ 🌱🐰🤍   Mee   🤍 🐻
🌱🐰🤍 Mee 🤍 🐻

เราคือเพื่อนกันค่ะ

ดูเพิ่มเติม(1)
รูปภาพของ จุนโฮ
จุนโฮ

ผ่านไปด้วยกันอีกคนนะคะ กอดๆนะ

ดูเพิ่มเติม(1)