ปราสาทที่เราฝันไว้มันมีจริงไหมอะ
อยากแนะนำนิทราศการ the missing piece ที่เล่าถึงวัยเด็กวาดฝันความสวยงามนั้น แต่ยิ่งเดินทางยังไงก็เจอแต่ความเจ็บปวด เทียบกับตัวเราก็เหมือนใช้ชีวิตให้ผ่านไปแต่ละด่าน ยากบ้างง่ายบ้าง 🧚🏻♀️
เดี๋ยวก็ผ่านไปนะ #rivercitybangkok #themissingpieceexhibition
ถ้าใครกดเข้ามาเพราะคำว่า “เอลิซาเบธ บาโธรี่” (Elizabeth Báthory) เราเข้าใจเลย เพราะเป็นชื่อที่โผล่มาพร้อมเรื่องเล่าสุดหลอนบ่อยมาก แต่พออ่านจริง ๆ จะพบว่ามันมีทั้ง “ประวัติศาสตร์” และ “ตำนาน” ปนกันอยู่เยอะ เลยอยากเล่าแบบที่เราอ่านแล้วพอจับทางได้ ว่าสุดท้ายเธอคือใคร และควรอ่านเรื่องนี้ด้วยมุมมองแบบไหน เอลิซาเบธ บาโธรี่เป็นขุนนางหญิงชาวฮังการีในช่วงปลายศตวรรษที่ 16–ต้นศตวรรษที่ 17 เธอถูกกล่าวหาว่าทำร้ายและสังหารหญิงสาวจำนวนมาก (บางแหล่งเล่าว่ามีเป็นร้อย) จนถูกขนานนามว่าเป็น “Countess” ที่โหดเหี้ยมมาก ๆ เรื่องที่คนพูดถึงบ่อยที่สุดคือ “อาบเลือดเพื่อความเยาว์วัย” แต่จากที่เราไปไล่อ่านหลายแหล่ง จะเห็นว่าพาร์ตนี้เป็นส่วนที่ถูกเล่าขยายในภายหลังและไม่ใช่หลักฐานร่วมสมัยที่ชัดที่สุด สิ่งที่ทำให้เคสนี้น่าคิดคือ หลักฐานจำนวนมากเป็นคำให้การ/คำบอกเล่า และเกิดขึ้นในบริบทการเมือง-อำนาจของยุคนั้นด้วย บางนักประวัติศาสตร์ตั้งข้อสงสัยว่า เธออาจถูกใส่ร้ายหรือถูกทำให้เป็น “แพะ” เพื่อยึดทรัพย์/ลดอำนาจตระกูลก็ได้ ขณะที่อีกด้านก็มีคนเชื่อว่าเธอมีความผิดจริง เพียงแต่ตัวเลขและรายละเอียดถูกทำให้สยองเพื่อเล่าให้มันขายได้มากขึ้น สรุปคือ ถ้าจะเสิร์ชอ่าน เราแนะนำให้แยก 3 ชั้นไว้ในหัว: (1) ข้อกล่าวหาที่มีบันทึก (2) การตีความภายหลัง (3) ตำนาน/วัฒนธรรมป๊อป แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนิทรรศการ “The Missing Piece” ที่เราไปดู? สำหรับเรา เรื่องของบาโธรี่ทำให้คิดถึง “ชิ้นส่วนที่หายไป” ของเรื่องเล่ามาก ๆ—เราได้ยินด้านที่ถูกเล่าได้ง่าย (ความสยอง) แต่ชิ้นส่วนที่เป็นบริบท ความเป็นมนุษย์ และความจริงที่อาจไม่สมบูรณ์ กลับหายไป พอเดินในงาน The Missing Piece (ในภาพมีคำว่า The missing piece และเครดิต By Reachfull) เรารู้สึกเหมือนถูกดึงกลับไปหา “ความฝันตอนเด็ก” ที่เคยคิดว่าโลกต้องสวยงามเหมือนปราสาทในนิทาน แต่ยิ่งโตยิ่งเจอความเจ็บปวดเป็นด่าน ๆ บางด่านง่าย บางด่านยาก และบางด่านทำให้เราอยากถามว่า เรื่องที่เราเชื่อมาตลอดจริงแค่ไหน ทริคเล็ก ๆ ถ้าใครจะอ่านเรื่องเอลิซาเบธ บาโธรี่ต่อ: ลองใช้คีย์เวิร์ดเพิ่มอย่าง “historical evidence”, “trial records”, “myth” หรือ “political context” จะช่วยให้เจอข้อมูลที่บาลานซ์ขึ้น และสุดท้ายไม่ว่าเรื่องจริงจะเป็นแบบไหน สำหรับเรา การอ่านเรื่องนี้แบบมีสติทำให้เห็นพลังของ “การเล่าเรื่อง” เหมือนกับที่นิทรรศการพาเรากลับไปมองชิ้นส่วนที่เราทำหล่นหายระหว่างทาง
























































