เชื่อความคิดตัวเองมากกว่าคนอื่น
เด็กหรือคนบางกลุ่มจะไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ ต่อให้คนรอบตัวเห็นตรงกันหมด เขาก็ยังอยากหาคำตอบด้วยตัวเองก่อนเสมอ เลยถูกมองว่าเป็นคนฟังยาก หัวแข็ง หรือชอบเถียง ทั้งที่จริงเขาไม่ได้ต่อต้านคนอื่น แต่กำลังใช้วิธีคิดแบบที่ต้อง “เข้าใจเอง” ถึงจะเชื่อได้จริง คนแบบนี้มักไม่เดินตามอะไรเพียงเพราะสังคมบอกว่าถูกต้อง แต่จะเลือกจากสิ่งที่รู้สึกว่าเชื่อมโยงกับตัวเองจริง ๆ แล ะนั่นคือเหตุผลที่เมื่อเขาเชื่อในบางอย่างแล้ว เขาจะไปได้ไกลและมั่นคงกว่าคนส่วนใหญ่แบบเงียบ ๆ
จากประสบการณ์ตรง ผมพบว่าเด็กหรือคนที่ไม่เชื่อในสิ่งที่คนอื่นบอกทันที แต่เลือกที่จะพิสูจน์และทดลองด้วยตัวเองก่อนนั้น มักมีพลังและความมั่นคงในความเชื่อของตัวเองมากกว่าคนทั่วไป ซึ่งไม่ใช่เรื่องของความหัวแข็งหรือชอบเถียง แต่เป็นการพัฒนาความคิดวิพากษ์และการเรียนรู้แบบลึกซึ้งจริงๆ สิ่งนี้สะท้อนในคำพูดที่ว่า “ไม่ใช่ไม่ฟัง” แต่เป็นการตั้งคำถามว่า "มันจริงสำหรับฉันมั้ย" ซึ่งผู้ที่มีนิสัยนี้จะไม่ฝากชีวิตไว้กับความเชื่อของคนอื่นง่ายๆ แต่เลือกเดินตามสิ่งที่พิสูจน์แล้วเชื่อมโยงกับตัวเองอย่างแท้จริง ทำให้เมื่อเขาเชื่อมั่นแล้ว จะสามารถก้าวไปอย่างมั่นคงและเงียบ ๆ ไปได้ไกล ในส่วนของการเลี้ยงลูกเชิงบวก การส่งเสริมให้เด็กมีโอกาสคิดและหาคำตอบด้วยตัวเองเป็นเรื่องสำคัญมาก เราควรส่งเสริมให้เด็กได้ทดลอง ทำ และพิสูจน์สิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเองโดยไม่เร่งรีบให้เชื่อในสิ่งที่ผู้ใหญ่บอกทันที เพราะพวกเขาจะได้เรียนรู้วิธีคิด วิเคราะห์ และรับผิดชอบต่อความเชื่อของตัวเอง ซึ่งถือเป็นพื้นฐานของการพัฒนานิสัยที่ยั่งยืน การยอมรับและเข้าใจวิธีคิดแบบนี้ช่วยให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความมั่นใจในตัวเองและมีความคิดสร้างสรรค์สูง แม้จะดูเหมือนเป็นคนฟังยาก แต่ในความจริงคือเขากำลังเรียนรู้เพื่อเข้าใจโลกในแบบของตัวเอง และนี่คือกุญแจที่จะเชื่อมโยงความรู้สึกกับความเป็นจริง ทำให้สามารถพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง