Solo trip เเบบไม่ได้ตั้งใจ Ep.3.1
ผมไม่รู้ว่ามีใครเคยดูหนังเรื่อง The Secret Life of Walter Mitty ไหม หนังเรื่องนี้เป็นหนัง Tier list ลำดับต้นๆของผมเลย เป็นหนังที่สอนให้เราได้รู้จักกับคำว่า “ความหมายของชีวิต” เรื่องนี้จะบอกให้เรากล้าที่จะออกจาก Comfort zone และเลือกใช้ชีวิตให้เต็มที่
ตอนดูหนังผมว่ามันบ้าบิ่นดีนะ ชายออฟฟิศวัยกลางคน ที่ทำงานอยู่ในเเผนกล้างฟิลม์ของบริษัท LIFE ใช้ชีวิตเเบบเดิม ๆ ไม่มีเเรงจูงใจ หรือ กิจกรรมที่น่าสนใจเลย เเต่จู่ๆก็ต้องออกตามหาภาพฟิลม์ 25 ที่หายไปซะงั้น ละการตามหาฟิลม์ครั้งนั้น กลับกลายเป็นการสร้างประสบการ์ณชีวิตที่สุดเเสนจะเกินบรรยายให้กับ walter mitty ทั้งบินไปกรีนเเลนด์ กระโดดลงมหาสมุทร สู้กับฉลาม ไปฑิเบต ไปดูเสือดาวหิมะ เหมือนจังหวะชีวิตในตอนนั้นทำให้เขาได้ออกจาก Comfort zone พอดี มันเป็น “ความบังเอิญที่ลงตัว” เอามาก ๆ คิดว่ามันเป็นไปได้หรอที่จู่ ๆ เขาจะได้ใช้ชีวิตเเบบนั้น ? ถึงได้ ก็ยาก มันต้องเป็นความบังเอิญเท่านั้น
จนช่วงที่ผมกลับมาจากเดินป่า ได้มีโอกาสคุยกับรุ่นพี่ที่ร้านกาแฟ เขากลับบอกว่า สิ่งที่ผมเจออยู่มันเป็นความบังเอิญที่ลงตัวมากนะ ไม่ต่างอะไรกับสิ่งที่ Walter mitty ต้องเจอเลย จู่ๆก็ต้องเดินทางคนเดียว ไปในที่ ที่ไม่รู้จัก ไปเริ่มใหม่เอาข้างหน้า
ส่วนตัวผมเป็นคนที่ค่ อนข้าง In detail ในระดับนึงเลย ชอบอยู่กับช่วงเวลานั้น ๆ โมเมนต์นั้น ๆ ใช้เวลาตรงนั้นไปกับการคิดทบทวนตัวเอง พอได้กลับมานึกย้อนดู การที่ผมได้เจอกับประสบการ์ณที่ต้องไปคนเดียวเเบบไม่ได้ตั้งตัว มันสดมาก การไปคนเดียวของคนอื่นเขาอาจจะมีเวลาได้เตรียมตัวเตรียมใจ เเต่กลับกันผม ไม่ได้ทันเตรียมตัว เตรียมใจเลยสักอย่าง เเละ “ภาวะสด” ตรงนี้เนี่ยเเหละ ที่ผมชอบ มันต้องเป็นความบังเอิญจริง ๆ ถึงจะเกิดอะไรเเบบนี้ให้เราได้ เเละผมดันโชคดีด้วย ที่ได้เจอให้ความบังเอิญนี้ในเเบบที่ walter mitty เจอ
ช่วง 6 โมงเช้า ผมกับพี่ ๆ ในทัวร์กรุ๊ปเเรก เช็คเอ้าจากที่พัก เเละเเวะไปตลาดนัดของชาวบ้านใน เเม่ตะวอ
บรรยากาศมันดีมากเลยอะ หมอกลง อากาศเย็น ๆ มีเเบคกราวด์เป็นภูเขาที่ล้อมรอบตลาดไว้อยู่ มีชาวบ้านที่เป็นกระเหรี่ยงเดินซื้อของกิน พลางพูดภาษากระเหรี่ยง โคตรฟินเลย
ผมเเละพี่ ๆ ทีมทัวร์เเยกย้ายกันไปซื้ออาหารเช้า เเละของกินที่จะเก็บไว้กินระหว่างเดินขึ้นดอย
ผมได้ข้าวเหนียวไก่ทอดมา 2 ห่อ ห่อเเรกผมกินก่อนเดินขึ้นดอย ผมกินเเบบไม่ได้รับรู้รสชาติอะไรมันมาก รีบกินให้เสร็จ ๆ เพราะเดี๋ยวต้องเดินทางต่อเเล้ว หลังกินเสร็จ ผมเเละพี่ ๆ ทีมทัวร์ก็ขับรถกันไปต่อที่จุดรวมตัวกับทีมทัวร์อีกกลุ่ม
ผมเริ่มขึ้นดอยจอวาเลในวันเสาร์ช่วง 10 โมง โดยก่อนที่เราเริ่มเดินขึ้นดอย จะต้องเเวะไปจุดรับลูกหาบก่อน ซึ่งที่นั่นเราสามารถจ้างลูกหาบขนของขึ้นไปบนดอยได้ เเน่นอนการเดินขึ้นดอยไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ยิ่งขนของขึ้นไปเยอะ ก็จะยิ่งเดินขึ้นเขายากขึ้น เพราะทางค่อนข้างชัน การจ้างลูกหาบจึงเป็นตัวเลือกที่ดี
โดยที่เราจะต้องช ั่งน้ำหนักของที่จะฝากให้ลูกหาบเเบก
1 กิโลกรัม จะเท่ากับ 100฿ ใครจ้างลูกหาบเเบกกี่โลก็คูณเงินเข้าไป
ผมมีเเผ่นรองนอนอันนึงที่เช่ามาจากทางทัวร์ ขนาดค่อนข้างใหญ่เลย ทางพี่ ๆ เลยเสนอให้ผมจ้างลูกหาบเเบก เเต่ไม่รู้ตอนนั้นผมเป็นบ้าอะไร ขี้เกียจมาก เลยยกเเผ่นรองนอนให้พี่ในทริปอีกคนไป เเละเลือกเเบกกระเป๋าตัวเองที่มีน้ำหนัก 10กิโลกรัมขึ้นเขาด้วยตัวเอง เเบบเท่ ๆ
(หารู้ไม่ว่า นรกกำลังจะมาเยือนมึง)
ความเเปลกคือ ลูกหาบใส่รองเท้าเเตะช้างดาว เเละที่เเบกของ ก็ทำมาไม้ที่สานกันง่าย ๆ ต่างกันกับคณะที่เดินเลย ที่ทุกคนมีรองเท้าดี ๆ กระเป๋าเซฟหลังดี ๆ ตอนนั้นเเปลกใจมากว่าลูกหาบเขาเเบกกันได้ยังไง ไม่พอ.. เเต่ละคนยังเเบกของกันหนักด้วยนะ 25กิโลกรัม ++ ทั้งนั้นเลย เก่งโคตร
หลังจากชั่งน้ำหนักเเละจัดการเรื่องลูกหาบเสร็จเเล้ว จะมีรถชาวบ้านพาเราไปที่จุดเริ่มเดิน ซึ่งการไปจุดเริ่มเดินจะต้องนั่งรถขึ้นเขา ซึ่งเส้นทางมันขรุขระมากก รถก็โยกไปโยกมา ตัวผมกระเเทกกับขอบรถจนเจ็บไปหมดเลย
ในที่สุดก็ถึงจุดเริ่มเดินหลังจากร่างกายผมต้องเจอกับเเรงกระเเทกจนร่างช้ำ ผมเเละพี่ ๆ ในทริปเราเริ่มต้นการเดินที่ คลุยหลวง เเละสิ้นสุดที่ดอยจอวาเล เราจะเดินเลาะสันเขาไปเรื่อย ๆ เป็นระยะทางราว ๆ 7-8 กิโลเมตร เมื่อถึงดอยจอวาเล เราจะหยุดพักนอนที่ยอดดอย 1 คืน เเละออกเดินทางต่อไปที่ดอยทูเล
เพราะงั้นวันนี้ผมจะมาเล่าสิ่งที่เจอระหว่างการเดินไปดอยจอวาเลกัน !!
ต้องบอกก่อนว่าผมเป็นคนที่กลัวความสูงมาก โคตรกลัวอะ ผมพยายามหลายครั้งมากที่จะเอาชนะความกลัวนี้ให้ได้ ทั้งป ีนผาจำลองที่สูง ๆ เอาจริง ๆ มันก็ดีขึ้นนะ เเต่ก็ยังกลัวอยู่ เพราะงั้นการมาเดินป่าครั้งนี้ ทำให้ผาจำลองมัน…. กระจอกไปเลย5555 เหมือนการเดินป่าครั้งนี้ ผมต้องเอาชนะความกลัวตัวเองให้ได้
ตอนถึงจุดเริ่มเดิน ยอมรับนะว่ามันมีความกลัวเข้ามา ไม่ได้กลัวอะไรเลย เเต่กลับกลัวความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ รอบตัวมีเเต่ป่าไม้ ภูเขา ตลอดเวลาเราคิดว่าตัวเอง เก่ง เจ๋ง เเน่สุด เเต่พอมายืนท่ามกลางธรรมชาติ เราตัวเล็กไปเลย
ผมมองภูเขาที่ต้องเดินไปข้างหน้า มองจากเขาซ้ายไปเขาขวา โอ้วเเม่เจ้า…. เเม่งโคตรชันเลยว่ะ นี่คือที่กูต้องเดินจริง ๆ หรอวะเนี่ย เพราะมองไปทางไหนก็มีเเต่ภูเขา เหมือนข้ามเขาลูกเเรกได้ ก็ต้องเจอเขาลูกสองต่อ ข้ามเขาลูกสองก็ต้องเจอเขาลูกสามต่อ
ผมหายใจเขาลึก ๆ รำลึกถึงพระเจ้า เเละเริ่มเดิน
ผมเริ่มเดิน ในเเบบที่ไม่รู้จักใครในทริปทัวร์นี้เลย นอกจากพี่ ๆ ที่เจอกันชุดเเรก พี่เวฟ ประธานเก่ง พี่สา พี่มี่ เป็นการรู้จักกันเเบบผิวเผินด้วย ช่วงที่เดินเลยเเอบเหงา ๆ นิดนึง เเต่คนในทัวร์ก็น่ารักมาก ๆ คอยเข้ามาคุย จับกลุ่มเดินด้วยกัน ทำให้ตลอดการเดินขึ้นยอดดอยในวันเเรกผมไม่เหงาเลย เดินไปร้องเพลงไป เดินไปเล่าเรื่องตลกไป เเต่ที่ฮาคือ เราหยุดพักกันทุก ๆ 3-5 ร้อยเมตร555555 ทางมันชันอะ กินเเรงเอามาก ๆ
ผ่านไป 1 ชั่วโมง เราก็สามารถมองเห็นความสวยงามจากบนภูเขาได้เลย บรรยากาศมันดีมาก อากาศปลอดโปร่ง หายใจโคตรง่ายเลย
ผมเเละพี่ ๆ ทีมทัวร์หยุดพักกันตรงนั้น โชคดีก่อนออกมาเดิน ผมมีกล้วยตากเเห้งติดตัวไว้ เลยเอามากิน คำเเรกที่เข้าปากเหมือนได้เกิดใหม่เลย สดชื่นมาก จากน้ำที่เต็ม กระติก ก็เหลือเเค่ครึ่งกระติก
อะไรวะเนี่ย..!! เดินเเค่เกือบๆ 1 กิโล เราดื่มน้ำเยอะขนาดนี้เลยหรอ ไม่ได้ละต้องเซฟเเล้ว การเลือกกินของที่ติดตัวมาตอนนั้น จึงต้องคิดเเละคำนวนไว้ให้ดี
ที่ฮาคือ พอเดินไปเรื่อย ๆ เหมือนทุกคนเริ่มรู้ตัวเองอะ ว่าเอาของกันมาเยอะเกินไป เลยเริ่มลดโหลด (เเจกของ) ให้กับคนอื่น ๆ ในทีม โมเมนต์ตอนนั้นเป็นอะไรที่น่ารักมากเลยอะ เดินเเจกของกันวุ่นวายไปหมด โคตรฮา 5555
เเต่เเล้วช่วงเวลาความสุขความเฮฮาก็หายไป เพราะเจอทางขึ้นเขาที่โคตรพ่อโคตรเเม่ชัน เกือบๆ 60องศาได้ ละของผมก็เยอะ เเละหนักอยู่ การเดินขึ้นตอนนั้น เลยเหมือนกับการที่ผมเดินขึ้นเเล้วมีอะไรดึงผมให้ลงมาอยู่ตลอด
อยากให้ทุกคนลองนึกภาพตามไปด้วยกัน ทางที่ชันราว ๆ 60 องศา เเล้วรอบข้างก็เป็นเหม ือนริมผา ที่ตกลงไปเเล้วคือร่วงลงไปยาว ๆ โอกาสรอดน่าจะน้อยนิด
เเต่ต้องบอกก่อนว่าทางเเบบนี้มันมีไม่เยอะ พูดเเล้วดูเหมือนจะน่ากลัว เออความจริงก็น่ากลัวเเหละ 55 เเต่มันมีทางเดินให้เเล้ว ก็เเค่เดินตามทางที่เขาทำไว้ให้ก็พอ อย่าบ้า อย่าท้าทายไปเดินนอกเส้นทาง
ตอนเดินขึ้นผมเเอบกลัว เพราะกลัวความสูง เวลามองลงไปข้างล่าง มันทำให้ผมรู้สึกเสียว ๆ เเต่ก็ทำอะไรไม่ได้ หันหลังกลับไม่ได้เเล้ว ทำได้เเค่อย่างเดียวคือต้องไปต่อ ผมเลยฮึบ กัดกัน เเละเดินขึ้นไปเรื่อย ๆ ตอนนั้นพี่ ๆ ในทัวร์ก็เดินขึ้นไปกันหมดเเล้ว มีผมที่รั้งท้ายอยู่
ทันใดนั้นเอง ..!! ผมก็ดันลื่นทรายเเถวนั้น ทำให้ผมล้มลงบนทางที่ชัน 60 องศา ตัวผมค่อยๆ ไถลลงอย่างช้า ๆ
ใจตอนนั้นมันวูบหายไปเลย เเม้ว่าจะเป็นการไถลลง เเบบช้า ๆ เเต่ผมก็คิดไปไกลเลยว่าอาจจะมีอะไรที่เเย่กว่านี้ก็ได้ พยายามไม่ประมาท เเละมีสติอยู่เสมอ
โชคดีมากที่มี “ลุงเอก” เซฟผมไว้
ลุงค่อย ๆ ดันก้นผมขึ้น จนผมขึ้นไปยืนข้างบนนั้นได้อย่างปลอดภัย
โล่งมาก ๆ ผ่านพ้นทางที่โหดมาได้เเล้ว ผมขอบคุณลุงเอกอยู่พักใหญ่เลย เพราะเส้นทางที่ผ่านมาเมื่อกี้มันขึ้นยากมาก ๆ ถ้าไม่มี ลุงเอก ผมเเย่เเน่ ๆ ลุงเอกเป็นนักวิ่งเทรล อายุ 50 เเล้ว เเต่ยังฟิตอยู่เลย ผมกับลุงเอกกลายเป็นสองคนที่รั้งท้าย
ผมเเนบรูปกับลุงเอกไว้ให้ เสียดายไม่ได้ถ่ายเเบบดี ๆ ด้วยกันเลย
ผมเเละลุงค่อย ๆ เดินไต่เขาไปเรื่อย ๆ จนถึงจุดพัก ที่กะเจ้อโค๊ะคี ชื่อเเปลกมาก
เชื่อไหมว่าผมเกือบกินทุกอย่างที่ซื้อมาหมดภายในวันเเรก ทั้งขนมปัง กล้วยตาก เเละข้าวเหนียวไก่ทอด
พูดถึงข้าวเหนียวไก่ทอด จำได้ไหมที่ผมบอกว่า ผมกินมื้อเช้าเเบบไม่ได้ใส่ใจรสชาติอะไรเลย เฉย ๆ มาก เเต่เเปลกเเฮะ หลังจากเดินมานาน ๆ เเล้วได้กินข้าวเหนียวไก่ทอด ผมกลับค่อย ๆ กิน ค่อย ๆ รับรสชาติ เเม้ว่าข้าวมันจะเเข็งไปหน่อย เเต่ผมกลับรู้สึกว่ามันเป็นอาหารที่อร่อยมาก ๆ เลย การเดินทางครั้งนี้ทำให้ผมเห็นคุณค่าของสิ่งเล็ก ๆ ไม่ว่าจะกล้วยตาก น้ำ ข้าวเหนียวไก่ทอด หรือขนมปัง ทุกอย่างมันกลับกลายเป็นสิ่งที่อร่อยมาก ๆ ขึ้นมาเฉยเลย พยายามค่อย ๆ กิน เพื่อให้มันหมดช้าที่สุด
ช่วงเวลานั้นผมเหมือนคนบ้าเลย ตาผมมองวิวที่สวยงามสุดลูกหูลูกตา ผมกินข้าวไปยิ้มไป เหมือนคนบ้า หันไปมองเพื่อนร่วมทางที่มีความสุขกับการพูดคุยหยอกล้อกัน พลางบ่นเจ็บขาปวดขา อยากกลับบ้าน เเต่สุดท้ายก็ลุก ขึ้นเดินต่อ ผมมีความสุขจริง ๆ นะ ไม่เคยมีความสุขเเบบนี้มาก่อน
เอาจริงผมเผลอยิ้มคนเดียวบ่อยมากเลย
ตั้งเเต่กลับมาผมพยายามหาเหตุผลว่าทำไมผมถึงมีความสุขได้มากขนาดนั้น ถ้าจะบอกว่ามีความสุขมากกว่าตอนเเข่งเดอะวอยซ์ มีความสุขกว่าตอนทำงาน ก็ยอมรับนะ การเดินป่าคนเดียวมันเป็นความฝันตั้งเเต่ผมเด็ก ๆ เเล้ว ผมไม่เคยบอกใครเลย ถึงบอกก็มีน้อยคนที่จะรู้ ว่านี่คือความฝันผม บอกไปตอนนั้นใครจะเชื่อล่ะ ตัวก็เล็ก ผอมบาง ร่างเเห้ง จะเอาเเรงที่ไหนไปเเบกของเดินขึ้นเขา บวกกับวัยเด็กผมค่อนข้างเป็นเด็กที่อยู่สบายด้วย มีคนคอยจัดการให้ในหลาย ๆ เรื่อง คงไม่มีใครคิดว่าผมจะยอมไปลำบากอะไรเเบบนี้ กลับกันพอผมได้มาเดินจริง ๆ ผมโคตรมีความสุขเลยว่ะ ฝันเล็ก ๆ ดันกลายเป็นจริงเฉย กับอีกเหตุผลนึงคือ ระหว่างเดินผมไม่ต้องคิดอะไรเลยว่ะ มีหน้าที่เเค่เดิน เหนื่อยก็พัก หิวก็กิน เรื่องภายนอกตอนนั้นไม่ว่าจะเงิน งาน ปัญหาส่วนตัว ทุกอย่างมันเล็กไปเลย เมื่อเทียบกับสถานการ์ณที่ผมเจออยู่ สมองผมเลิกคิดเรื่องนั้นได้เเบบ Automatic เเล้วทำให้ผมอยู่กับ “ปัจจุบัน” ได้อย่างสมบูรณ์มาก ๆ
เพิ่งมาค้นพบว่าการอยู่กับปัจจุบันได้มันสุขจริง ๆ สมองตอนนั้นมีเเค่เดิน เดินให้ถึงที่ตั้งเเคมป์ก็พอ ระหว่างทางก็ดูวิวไป มีเเค่นั้น เเค่นั้นเลยจริง ๆ
ผม โคตร มี ความ สุข เลย
ขอเเบ่งเป็นสอง โพสนะครับ อ่านต่ออีกโพสได้เลย






















เก่งมากกกก สุดยอดเลยยยย🫶💜